ผู้ตรวจการแผ่นดินหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งแก้ปัญหาที่ดินโครงการภูขัด–ภูเมี่ยง–ภูสอยดาว มุ่งคืนสิทธิและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ประชุมหารือร่วมกับกองทัพภาคที่ 3 กรมป่าไม้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดอุตรดิตถ์ ณ ห้องประชุม คชรัตน์ 1 กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระ​นเรศวร​มหาราช​ เพื่อติดตามและหาแนวทางแก้ไขปัญหาการส่งคืนพื้นที่และสถานะที่ดินภายใต้โครงการพัฒนาความมั่นคงพื้นที่ภูขัด–ภูเมี่ยง–ภูสอยดาว โดยมี พล.ต.ไมตรี ชูปรีชา รองแม่ทัพภาคที่ 3 และรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 พร้อมด้วย นายนิสิต สวัสดิเทพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

การลงพื้นที่ครั้งนี้ เป็นการติดตามแก้ไขปัญหาเชิงระบบ กรณีการบริหารจัดการพื้นที่ภายใต้โครงการพัฒนาความมั่นคงพื้นที่ภูขัด–ภูเมี่ยง–ภูสอยดาว ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2532 โดยมีการขอใช้พื้นที่จากกรมป่าไม้เพื่อจัดตั้งหมู่บ้านและจัดสรรที่อยู่อาศัยและที่ทำกินให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดอุตรดิตถ์ ทั้งนี้ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้เห็นชอบให้หยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นพิจารณาและแสวงหาข้อเท็จจริงโดยไม่มีผู้ร้องเรียน (Own Motion) หลังพบปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการ โดยเฉพาะเมื่อครบกำหนดระยะเวลาการอนุญาตใช้พื้นที่ ทั้งด้านการเตรียมแผนส่งคืนพื้นที่ การสำรวจรังวัด งบประมาณ และขั้นตอนการพิจารณาอนุญาตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งยังขาดความชัดเจนและมีความล่าช้า

ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิตและสิทธิของประชาชนในพื้นที่ ทั้งการออกเลขที่บ้านให้แก่ครอบครัวที่ขยายตัว การรังวัดที่ดินที่คลาดเคลื่อนจนทำให้เนื้อที่ทำกินลดลง การจัดทำเอกสารสิทธิภายใต้โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน (คทช.) ที่ล่าช้าหรือมีข้อมูลผิดพลาด ตลอดจนข้อจำกัดในการขึ้นทะเบียนเกษตรกรและการรับเงินช่วยเหลือเยียวยาจากภัยพิบัติ นอกจากนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังประสบปัญหาในการขออนุญาตดำเนินโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน ทั้งถนน ไฟฟ้า และประปา ซึ่งมีโครงการที่ยื่นขออนุญาตแล้วแต่ยังติดขัดในขั้นตอนการพิจารณา ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินกล่าวว่า การแก้ไขปัญหาครั้งนี้มุ่งยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดหรือขั้นตอนการทำงานระหว่างหน่วยงานของรัฐ โดยผู้ตรวจการแผ่นดินจะทำหน้าที่ประสานและผลักดันให้ทุกหน่วยงานร่วมกันหาทางออกที่ชัดเจน ทั้งเรื่องสถานะที่ดิน การส่งคืนพื้นที่ และการคุ้มครองสิทธิของประชาชน ให้การดำเนินการเป็นไปตามกฎหมาย ควบคู่กับการไม่ให้ประชาชนเสียโอกาสในการดำรงชีวิตและเข้าถึงสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับจากภาครัฐ

ที่ผ่านมา สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ติดตามการแก้ไขปัญหาและประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกำหนดแนวทางแก้ไขทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว โดยในระยะเร่งด่วนจะผ่อนปรนในช่วงเปลี่ยนผ่าน ให้ฝ่ายปกครองและชุดประสานงานทหารออกหนังสือรับรองข้อมูลเดิม เพื่อให้ประชาชนนำไปใช้ประกอบการขอเลขที่บ้านและขึ้นทะเบียนเกษตรกรเบื้องต้น พร้อมให้กรมป่าไม้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ร่วมกับผู้นำชุมชน เพื่อตรวจสอบและแก้ไขปัญหาการรังวัดคลาดเคลื่อนและพิกัดที่ดินทับซ้อน รวมทั้งเร่งขยายการจัดที่ดินตามโครงการ คทช. ในพื้นที่ที่สามารถดำเนินการได้ตามมติคณะรัฐมนตรี

ส่วนการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง จะผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดยให้กองทัพภาคที่ 3 จัดทำบัญชีข้อมูลผู้ครอบครองที่ดินรายแปลงอย่างครบถ้วน ส่งให้กรมป่าไม้ใช้ประกอบการวางแผนส่งมอบและรับคืนพื้นที่ ขณะที่กรมป่าไม้จะต้องเตรียมงบประมาณและแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบและรับมอบพื้นที่ให้มีความชัดเจน นอกจากนี้ จะประสานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อพิจารณาผ่อนปรนหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนและการรับความช่วยเหลือของเกษตรกรที่มีพื้นที่ คทช. ซึ่งคำนวณเนื้อที่ได้น้อยกว่า 1 ไร่ รวมถึงเสนอให้กรมป่าไม้พิจารณากระจายอำนาจการอนุมัติโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาการดำเนินงาน

สำหรับผลการประชุม ที่ประชุมมีข้อสรุปและแนวทางดำเนินการเพิ่มเติม ดังนี้

1. กรณีการขอใช้ประโยชน์ในพื้นที่ที่หมดสัญญาการอนุญาตใช้ที่ดิน ให้กองทัพภาคที่ 3 แจ้งยืนยันความประสงค์ว่าจะขอใช้พื้นที่ต่อ ไม่ประสงค์จะใช้พื้นที่ต่อ หรือมีแนวทางดำเนินการอย่างอื่น เพื่อให้กรมป่าไม้รับทราบและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

2. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมพัฒนาที่ดิน และกองทัพภาคที่ 3 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อประสานการปฏิบัติงานและประชุมบูรณาการร่วมกัน พร้อมจัดทำแผนผังขั้นตอนการดำเนินงาน เพื่อแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนได้รับทราบแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง

3. กรณีพื้นที่ที่มีการตกหล่นและยังไม่ได้รับการอนุมัติการขอใช้ประโยชน์ ให้หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดส่งเรื่องให้กรมป่าไม้รับทราบ เพื่อพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

4. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมพัฒนาที่ดิน และกองทัพภาคที่ 3 ประสานการปฏิบัติงานและประชุมบูรณาการร่วมกัน พร้อมจัดทำแผนผังการดำเนินการ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนได้รับทราบขั้นตอนและแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง

5. กรณีการออกทะเบียนบ้าน สามารถดำเนินการได้ตามระเบียบทะเบียนบ้านกลาง เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงระหว่างการดำเนินการแก้ไขสถานะพื้นที่

6. กรณีพื้นที่ป่าไม้ถาวรที่ยังไม่มีความคืบหน้า ให้จำแนกการดำเนินการออกเป็น 2 ลักษณะ พร้อมขอรับคำปรึกษาจากกรมพัฒนาที่ดินและกรมป่าไม้ โดยให้กองทัพภาคที่ 3 ทำหนังสือถึงกรมป่าไม้ เพื่อแจ้งรายละเอียดพื้นที่โครงการพัฒนาที่ดินเพื่อความมั่นคงภูขัด–ภูเมี่ยง–ภูสอยดาว ทั้งพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต พื้นที่ที่ยังไม่ได้รับอนุญาต และพื้นที่ที่เป็นที่ตั้งสำนักงาน หากพื้นที่ใดไม่ประสงค์ขอใช้ประโยชน์ต่อไป ให้จัดส่งรายละเอียดประกอบพร้อมสำเนาแจ้งจังหวัดพิษณุโลกทราบ รวมทั้งประสานสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่เพื่อตรวจสอบจำนวนและขอบเขตพื้นที่ให้ชัดเจน พร้อมทำหนังสือประสานกรมพัฒนาที่ดินและจังหวัด เพื่อร่วมกันพิจารณาแก้ไขปัญหาต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือติดตามการแก้ไขปัญหากรณีบุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมาบุกรุกอาณาเขตประเทศไทย โดยมีการปลูกสร้างโรงเรือนถาวร ประกอบกิจกรรมด้านกสิกรรมและปศุสัตว์ บริเวณใต้สะพานมิตรภาพไทย–เมียนมา แห่งที่ 1 ด้านข้างและด้านหลังตลาดริมเมย อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยหารือร่วมกับกองทัพภาคที่ 3 กองกำลังนเรศวร และหน่วยเฉพาะกิจราชมนูในคราวเดียวกันด้วย

#สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพิษณุโลก
 


image รูปภาพ

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar