ผ้าลายดอกปีบ จังหวัดพิษณุโลก

กว่าจะมาเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดพิษณุโลก  

         หากย้อนไปเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2537 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกในขณะนั้นได้รับพระราชทาน “กล้าไม้ปีบ” จากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ในวันรณรงค์โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงครองราชย์ ปีที่ 50 ไม้ปีบจึงถือเป็นไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัดพิษณุโลก และชาวพิษณุโลก ตั้งแต่บัดนั้นมา
          เมื่อปี 2545 วรรณา ไกรสิทธิพงศ์ ขณะรั้งตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรี จังหวัดพิษณุโลก ต้องการให้มีผ้าทอประจำจังหวัด จึงมีการรณรงค์ให้ทอผ้าลวดลายประจำจังหวัดส่งเข้าประกวด ผลปรากฏว่า ผ้ามัดหมี่ลายดอกปีบมีความงดงามอ่อนช้อย จึงได้รับรางวัลชนะเลิศ
ป้าเทา นันทแพทย์ ประธานกลุ่มทอผ้าบ้านม่วงหอม อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ในขณะนั้น เจ้าของผ้ามัดหมี่ลายดอกปีบ เป็นผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดผ้าพื้นเมืองพิษณุโลก ประเภทผ้ามัดหมี่ในการประกวดครั้งนั้น  โดยป้าเทาให้สัมภาษณ์ไว้ว่า
         “ใช้เวลาทอหลายเดือน โดยมีอาจารย์จากโรงเรียนม่วงหอมเป็นผู้ออกแบบลายให้ หลังจากได้รับรางวัลชนะเลิศก็ได้รับคำสั่งจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช ให้ทอผ้าลายดอกปีบสีม่วง จำนวน 500 เมตร จากนั้นก็มีผู้สั่งทอเรื่อยมา"
จากนั้นกลุ่มทอผ้าบ้านม่วงหอมได้มีการพัฒนารูปแบบของดอกปีบอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งเป็นลวดลายดอกปีบขนาดเล็กพร้อมก้านใบที่ได้รับความนิยมในยุคนั้น พร้อมการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น หมอน กระเป๋า

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของผ้าทอลายดอกปีบ ผ้าทอประจำจังหวัดพิษณุโลกจวบจนปัจจุบัน

“ปีบ”สรรพคุณแก้อาการหอบหืด

ปีบ หรือ กาสะลอง ในภาษาไทยถิ่นเหนือ มีชื่อวิทยาศาสตร์ Millingtonia hortensis เป็นไม้ยืนต้นสูงประมาณ 10-20 เมตร มีดอกรูปแตรสีขาวหอมอ่อนๆ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ ปีบยังมีชื่อพื้นเมืองอื่นอีกคือ เต็กตองโพ่
          เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีเรือนยอดเป็นพุ่มทรงกระบอก กิ่งก้านมักจะย้อยลง เปลือกสีน้ำตาลแตกเป็นร่องลึกตามยาวลำต้นอย่างไม่เป็นระเบียบ ใบประกอบแบบขนนก 2-3 ชั้น เรียงเวียน ช่อแขนงด้านข้างมี 3-5 คู่ ปลายคี่ เรียงตรงข้าม ใบย่อยแขนงละ 2-4 คู่ เรียงตรงข้าม ใบรูปไข่หรือรูปไข่แกมใบหอก กว้าง 2-3 ซม. ยาว 4-8 ซม. ปลายแหลม โคนใบมน ขอบใบหยักมนหรือเว้าเป็นคลื่นเล็กน้อย
          ดอกมีสีขาวหรือชมพู มีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกซ้อนตามปลายกิ่ง ช่อดอกขนาดใหญ่ ยาว 10-35 ซม. มีขน กลีบเลี้ยงมีขนาดเล็ก โคนติดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยก 5 แฉก ปลายมนกว้างม้วนลง เป็นหลอดยาวปลาย 4 แฉก มี 1 กลีบที่ปลายเป็น 2 แฉก ดอกบานเต็มที่กว้าง 3.5-4 ซม. ผลแห้งแตก เป็นฝักแบนและตรง สีน้ำตาล หัวท้ายแหลม กว้าง 1.5-2.3 ซม. ยาว 25-30 ซม. เมล็ดแบนมีปีกบาง
สรรพคุณทางยา รักษาริดสีดวงจมูก และมีสาร hispidulin มีฤทธิ์ในการขยายหลอดลมรักษาอาการหอบหืด

#สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพิษณุโลก
#PRD4


image รูปภาพ
image
image
image
image
image
image


คะแนนโหวต :