<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[อาหารแนะนำ]]></title>
<link>https://phitsanulok.prd.go.th/th/content/category/index/id/283</link>
<atom:link href="https://phitsanulok.prd.go.th/th/content/category/index/id/283" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ขนมเเดกงาป้าตุ่ม@ตลาดใต้ จังหวัดพิษณุโลก]]></title>
<link>https://phitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/283/iid/55040</link>
<guid isPermaLink="false">dd46a052b3517547cb90bf74c8dd605a</guid>
<pubDate>Tue, 09 May 2023 10:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><iframe allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture" allowfullscreen="" frameborder="0" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/o12HLZ8viTs" title="YouTube video player" width="560"></iframe></p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/20211110911af7aa209e00b49f3d6fd2afa92564100854.jpg' type='image/jpg' length='218939' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[อาหารพื้นถิ่น @ บ้านวังส้มซ่า จังหวัดพิษณุโลก]]></title>
<link>https://phitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/283/iid/55043</link>
<guid isPermaLink="false">a7e1da5ad73f2ecccce60a098d2e5957</guid>
<pubDate>Wed, 10 Nov 2021 10:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<iframe width="560" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/FQT48cHlh6E" title="YouTube video player" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture" allowfullscreen></iframe>]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/20211110420a5557bdb7091b71b2ca82ecafc1f5101131.jpg' type='image/jpg' length='102745' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ต้มโคล้ง]]></title>
<link>https://phitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/283/iid/8531</link>
<guid isPermaLink="false">2016e72709dd8a93955ccc0fa1e5c27a</guid>
<pubDate>Tue, 26 Jan 2021 15:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><strong>ต้มโคล้ง</strong></span></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ต้มโคล้งจะเป็นอาหารที่มีรสชาติคล้ายคลึงกับต้มยำ แต่จะออกไปทางเค็มและเปรี้ยวเป็นหลัก ซึ่งต่างจากต้มยำที่จะครบรสมากกว่า ต้มโคล้งส่วนใหญ่จะเน้นรับประทานคู่กับเนื้อปลา เพราะรสชาติของน้ำแกงจะเหมาะสมต่อการรับประทานกับเนื้อปลาหรืออาหารทะเลมากกว่าการรับประทานกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่น จึงทำให้อาหารชนิดนี้หารับประทานได้ยากมากขึ้น เนื่องจากคนส่วนใหญ่จะหันไปรับประทานต้มยำที่มีรสชาติครบรสมากกว่า แต่สำหรับคนที่ชื่นชอบต้มโคล้งแล้วจะรู้ได้ทันทีว่าต้มโคล้งนั้นมีรสชาติที่อร่อยกลมกล่อมและสามารถทานกับอาหารทะเลได้อย่างลงตัว ถ้าใครที่ชื่นชอบอาหารสไตล์น้ำซุปร้อนๆ ที่ผสมผสานเครื่องเทศและสมุนไพร รวมถึงความเผ็ดร้อนอย่างลงตัว ต้องได้ลองต้มโคล้งสักครั้งแล้วคุณจะติดใจ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ต้มโคล้งปลาหลากชนิดจะได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะเครื่องเทศและเครื่องสมุนไพรภายในต้มโคล้ง สามารถกลบกลิ่นคาวของเนื้อปลาและอาหารทะเลต่างๆ ได้เป็นอย่างดี โดยวิธีการทำนั้นไม่ยุ่งยาก ส่วนใหญ่แล้วจะเน้นต้มน้ำซุปต้มโคล้งให้เดือดด้วยเครื่องเทศ เครื่องปรุง และเครื่องสมุนไพรต่างๆ จนเข้มข้นและให้รสชาติที่ลงตัว จากนั้นนำปลาไปทอดหรือย่างจนกรอบ เมื่อจะรับประทานก็เพียงแค่นำเนื้อปลาทอดหรือย่างใส่ชามแล้วเทราดด้วยเครื่องต้มโคล้ง เท่านี้ก็จะได้ความหอมของกลิ่นเครื่องเทศและเครื่องสมุนไพร พร้อมไปด้วยรสชาติแซ่บ เผ็ดร้อน กลมกล่อม และเนื้อปลากรอบที่รับประทานกับข้าวสวยแล้วอร่อยเป็นอย่างมาก ส่วนเนื้อปลาที่นิยมนำมาทำต้มโคล้งจะเป็นปลากะพง, ปลาเค็ม, และปลานิล เป็นต้น น้ำต้มโคล้งในแบบสูตรดั้งเดิมนั้นจะต้องมีทั้งรสเปรี้ยว, เค็ม, มัน และออกหวานนิดๆ ส่วนความหวานนั้นจะได้มาจากเนื้อปลาทอดและหอมแดง จะไม่ใส่น้ำตาลปี๊บหรือน้ำตาลทรายขาวโดยตรง ส่วนความเปรี้ยวนั้นส่วนใหญ่แล้วในแบบดั้งเดิมจะมาจากมะขามเปียกและความเค็มจะมาจากเกลือ แต่คนยุคใหม่จะปรับเปลี่ยนสูตรให้กลายมาเป็นมะนาวและน้ำปลาแทน แต่ถ้าต้องการรสชาติดั้งเดิมร่วมด้วยก็อาจจะใส่มะขามเปียกและใบมะขามอ่อน เพื่อเพิ่มความเปรี้ยวและความหอมของน้ำซุปให้มากขึ้น&nbsp;</p>

<p>#สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพิษณุโลก<br />
#PRD4</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/20210126c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b155920.jpg' type='image/jpg' length='62818' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เผือกบวด]]></title>
<link>https://phitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/283/iid/8530</link>
<guid isPermaLink="false">203bf53ae73935f0532a70858181adeb</guid>
<pubDate>Tue, 26 Jan 2021 15:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><font color="#000000"><b><span style="font-size:28px;">ขนมไทย แกงบวดฟักทอง&nbsp;</span></b></font><br />
<b>แกงบวด</b>&nbsp;เป็นของหวานของไทยจำพวกหนึ่งที่ใช้ผลไม้จำพวก เผือก มัน ฟักทองมาต้มกับน้ำตาลและกะทิ</p>

<p><font color="#000000"><b>ขนมไทยพื้นบ้าน : แกงบวดฟักทอง สูตร นางกวย อัตจักร์</b></font></p>

<p><font color="#000000"><b>ความเป็นมา/ ความเชื่อ</b></font></p>

<p><font color="#000000">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;แกงบวดฟักทอง เป็นขนมไทยพื้นบ้านของชาวไทย ที่บ่งบอกถึงความเป็นไทย คนส่วนมากโดยเฉพาะชาวอีสานจะรู้จักเป็นอย่างดี เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม ปลูกผักผลไม้ไว้รับประทานเอง อีกทั้งห่างไกลตลาด จึงนำอาหารที่มีอยู่ในท้องถิ่น</font></p>

<p><font color="#000000">มาทำขนมรับประทานเองภายในครอบครัว หรือนำไปทำบุญที่วัด และใช้รับรองแขก ปัจจุบันหลายครอบครัวเริ่มเลิกราห่างหายกันไปเนื่องจากเห็นว่ามีขั้นตอนที่ยุ่งยาก เสียเวลา และสามารถซื้อหาได้ง่ายตามตลาดทั่ว ๆ แต่ก็ยังคงเหลือเป็นบางครอบครัวที่สานต่อ รักษาสืบทอดการทำขนมแกงบวดฟักทอง คงไว้ให้ลูกหลานได้เรียนรู้ อนุรักษ์สืบสาน ต่อไป</font></p>

<p><font color="#000000">#สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพิษณุโลก<br />
#PRD4</font></p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/20210126c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c155653.jpg' type='image/jpg' length='83815' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สงสัยมาก...ทำไมเรียก “ปลาเห็ด” ไม่เรียก “ทอดมัน”]]></title>
<link>https://phitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/283/iid/8528</link>
<guid isPermaLink="false">609ad8baf6bfda3f5d8a40654ac4afb3</guid>
<pubDate>Tue, 26 Jan 2021 15:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>สำหรับในจังหวัดที่ไม่ใช่เมืองกรุงฯ มักใช้คำว่า&nbsp;<strong>&ldquo;ปลาเห็ด&rdquo;</strong>&nbsp;เรียกชื่ออาหารสิ่งนี้กัน เห็นจะมีก็แต่ในกทม.เนี่ยแหละที่เรียกว่า&nbsp;<strong>&ldquo;ทอดมัน&rdquo;</strong>&nbsp;แล้ว<strong><em>&nbsp;&quot;ทำไมถึงเรียกว่าปลาเห็ด?&quot;</em></strong>&nbsp;นี่ก็คงเป็นคำถามยอดฮิตที่หลายคนต่างสงสัย จากที่ได้สืบหาข้อมูลพบว่ามีเหตุผลอยู่ 2 เหตุผล ดังนี้</p>

<p><strong>เหตุผลแรก&nbsp;</strong>ก็คือ อาหารชนิดนี้ทำมาจากเนื้อปลาเป็นส่วนประกอบหลักและมีรูปร่างแบนๆ เหมือนดอกเห็ด ยิ่งพอทอดแล้วพองขึ้นเล็กน้อยยิ่งเหมือนเห็ด จึงเรียกชื่อตามสิ่งที่เห็นนั้นเลยว่าปลาเห็ด</p>

<p><strong>เหตุผลที่ 2</strong>&nbsp;ซึ่งดูจะน่าเชื่อถือมากกว่า บอกว่าปลาเห็ดเป็นคำที่มาจากภาษาเขมร เขียนว่า ปฺรหิต อ่านว่า ปฺรอเฮด มีคำอธิบายความหมายในพจนานุกรมภาษาเขมรว่า เครื่องประสมหลายอย่าง เป็นเครื่องช่วยทำให้มีรสอร่อย เป็นกับข้าวทำด้วยปลาหรือเนื้อสัตว์สับละเอียดแล้วคลุกเคล้ากับเครื่องผสมหลายอย่าง แล้วปั้นเป็นก้อนเล็กๆ นำไปทอดหรือนำไปแกง&nbsp;</p>

<p>ทั้งนี้ทั้งนั้นแม้จะมีชื่อว่าปลาเห็ดก็ไม่ได้มีส่วนผสมของเห็ดร่วมอยู่ด้วยเลย ยกเว้นเสียแต่ว่าสูตรปลาเห็ดของใครจะใส่เห็ดเข้าไปด้วยจริงๆ ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นเพียงเนื้อปลาหรือเนื้อสัตว์อื่นตามชอบเท่านั้นเอง</p>

<p><strong>กินปลาเห็ดแล้วดียังไง?&nbsp;</strong>เนื่องจากปลาเห็ดหรือทอดมันเป็นอาหารที่ทำจากเนื้อปลา ซึ่งเป็นเนื้อสัตว์ที่อุดมด้วยคุณค่าทางสารอาหารไม่ว่าจะเป็นโปรตีน ไขมันดี กรดอะมิโน เป็นเนื้อสัตว์ที่กินแล้วย่อยง่าย ทั้งยังนำไปปรุงอาหารได้หลายหลายรวมทั้งปลาเห็ดที่มีส่วนผสมระหว่างเนื้อปลาและเครื่องแกงที่เต็มไปด้วยสมุนไพรไทยอันเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ด้วยวิธีการปรุงที่ใช้วิธีการทอดเป็นหลัก หากจะกินในปริมาณมากควรต้องยั้งมือยั้งปากอย่ากินเยอะจนเกินไป เพื่อไม่ให้ได้รับโทษจากปลาเห็ดมากกว่าผลดีต่อร่างกาย</p>

<p>ขอบคุณข้อมูลจาก :&nbsp;&nbsp;http://guru.sanook.com/13283/ &nbsp;Facebook : เมด อิน อุษาคเนย์</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/20210126cfcd208495d565ef66e7dff9f98764da154721.jpg' type='image/jpg' length='59183' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[แกงเลียง]]></title>
<link>https://phitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/283/iid/8527</link>
<guid isPermaLink="false">8ac8b0c93a4f79b63dad3995a096eedf</guid>
<pubDate>Tue, 26 Jan 2021 15:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><strong>ความเป็นมา</strong></span></p>

<p>แกงเลียงเป็นแกงน้ำใสที่มีรสเผ็ดร้อนจากพริกไทย จึงน่าจะเป็นแกงโบราณของไทยก่อนที่ไทยจะได้รับอิทธิพลของพริกมาจากชาวโปรตุเกสที่เข้าในสมัยอยุธยา ผักที่ใช้เป็นผักพื้นบ้านที่ปลูกริมรั้วทั้งหมด เช่น ฟักทอง บวบ ตำลึง ใบแมงลัก และใส่กุ้งแห้งเพื่อให้มีรสหวานอร่อย</p>

<p><span style="font-size:26px;"><strong>คุณค่าทางโภชนาการ</strong></span></p>

<p>แกงเลียงจัดเป็นอาหารสุขภาพที่มีรสเผ็ดร้อนจากพริกไทย ที่ช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหาร และช่วยให้ระบบไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ฟักทองมีวิตามินเอช่วยบำรุงสายตา ตำลึงมีเบต้าแคโรทีนสูงช่วยกำจัดอนุมูลอิสระ บวบมีใยอาหารสูงและช่วยบำรุงน้ำนม ใบแมงลักมีธาตุเหล็กสูง ช่วยบรรเทาอาการหวัด และแก้วิงเวียนศีรษะ โปรตีนได้จากกุ้งแห้งและเนื้อกุ้งสด</p>

<p>#สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพิษณุโลก<br />
#PRD4</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/20210126c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c154526.jpg' type='image/jpg' length='81453' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[แกงคั่วขนุน]]></title>
<link>https://phitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/283/iid/8526</link>
<guid isPermaLink="false">d29d582e43a08c2fe73f99192dff4dbe</guid>
<pubDate>Tue, 26 Jan 2021 15:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><strong>ความเป็นมา</strong></span></p>

<p>แกงขนุน หรือ แกงบ่าหนุน แต่ก่อนนิยมทำในงานบุญ เพราะชื่อที่เป็นมงคล หมายความไปถึงการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน&nbsp;</p>

<p>แกงขนุนเป็นหนึ่งในอาหารมงคลของชาวเหนือ เพราะชื่อขนุน หรือบ่าหนุน นิยมแกงกินในงานแต่งงาน เพื่อเป็นเคล็ดว่าให้คู่แต่งงานนั้นมีความเกื้อหนุนจุนเจือต่อกัน และในประเพณีพื้นเมืองของล้านนาถือว่าเป็นอาหารที่นิยมหลังวันเถลิงศก (วันพญาวัน) ซึ่งถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวเหนือ โดยมีความเชื่ออยู่ว่าในวันปากปี (วันเริ่มต้นปี) ถ้าได้กินแกงขนุนแล้วจะหนุนนำชีวิตให้ดีขึ้นตลอดทั้งปี&nbsp;</p>

<p><span style="font-size:28px;"><strong>คุณค่าทางโภชนาการ</strong></span></p>

<p>ขนุนอ่อน เป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากโปรตีน ไขมัน และกากใยอาหาร อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ยังให้สารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่สูงอีกด้วย&nbsp;นุนอ่อนเป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทั้งแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง วิตามินซี และมีโปรตีนจากซี่โครงหมู แกงขนุนจึงเป็นอาหารที่มีสรรพคุณในการบำรุงน้ำนม สมานแผลในกระเพาะ และลำไส้ ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น</p>

<p>เมนูบ้าน ๆ ที่ทำไม่ยากมาแนะนำกันจากผลขนุนอ่อน ซึ่งมีปลูกกันแทบทุกบ้านในละแวกนี้ ส่วนใหญ่มักออกผลดกจนต้องแบ่งนำมาแปรรูปเป็นอาหารชนิดอื่นรับประทานกันพลาง ๆ ระหว่างรอผลขนาดใหญ่สุก ขนุนอ่อนมีคุณทางอาหารมากมาย ทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน กากใย วิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ&nbsp;เคล็ดลับการเลือกขนุนอ่อนเพื่อนำมาแกง ควรใช้ขนุนอ่อนที่เมล็ดข้างในยังไม่แก่จัดเพราะเมื่อนำมาแกงเนื้อจะสุกง่ายกำลังดี&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>

<p>#สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพิษณุโลก<br />
#PRD4</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/20210126c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b154037.png' type='image/png' length='845881' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ปลาตะเพียนต้มเค็ม]]></title>
<link>https://phitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/283/iid/8525</link>
<guid isPermaLink="false">f35e544ea1b12082af9de4eedd6af502</guid>
<pubDate>Tue, 26 Jan 2021 15:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:36px;"><strong>ปลาตะเพียนต้มเค็ม</strong></span></p>

<p>ปลาตะเพียนเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป แม้ก้างจะเยอะแต่นิยมนำไปปรุงอาหาร ทั้งต้มยำ ทอดกรอบ และต้มเค็ม เมืองอู่ข้าวอู่น้ำอย่างสุพรรณบุรีซึ่งเป็นแหล่งปลาตะเพียน เมื่อชาวบ้านจับปลาได้มากๆ มักถนอมอาหารด้วยการต้มเค็มเพราะเก็บไว้กินได้นานหลายวัน</p>

<p>เสถียร ท้วมจันทร์ ข่าวสดสุพรรณบุรี พาเข้าครัวเมืองขุนแผน หาสูตรเด็ดต้มเค็มปลาตะเพียนที่ยิ่งอุ่นยิ่งอร่อย&nbsp; เริ่มต้นหาปลาตะเพียนสดๆ ตาใสๆ ผ่าท้องเอาเครื่องในออก&nbsp; ระวังอย่าให้ดีแตก ถ้าแตกจะขมทั้งหม้อ (ที่เขาเรียกว่าดีแตกเป็นอย่างนี้เอง)จากนั้นล้างน้ำให้สะอาด ผึ่งให้แห้ง</p>

<p>โปรดฟังอีกครั้ง ดีเป็นส่วนประกอบในท้องปลาเล็กๆ มีสีเขียว ขั้นตอนสำคัญอีกอย่าง ปลาตะเพียนต้องไม่ขอดเกล็ด เตรียมอ้อยเหลือง ปอกเปลือก ทุบพอบุบเพื่อให้น้ำอ้อยออก นำไปรองก้นหม้อเพื่อไม่ให้ปลาติด</p>

<p>นำปลาที่เตรียมไว้มาวางทับบนอ้อย ห้ามคนเด็ดขาด เดี๋ยวเนื้อปลาหลุด ทำน้ำขุ่นด้วย ใส่น้ำสะอาด หอมแดงทุบ เกลือ น้ำปลา น้ำส้มมะขาม&nbsp;&nbsp; เคี่ยวไปเรื่อยๆ ด้วยไฟอ่อนๆ จนเนื้อปลาเริ่มเปื่อย สังเกตที่เกล็ดปลาตะเพียนจะพองๆ ใส่น้ำตาลปี๊บลงไปตามชอบ</p>

<p>เมนูนี้จะได้ความหวานจากอ้อยและน้ำตาล ยิ่งเคี่ยวก้างยิ่งเปื่อย รสชาติกลมกล่อม เปรี้ยว หวาน เค็ม และอร่อย&nbsp;&nbsp; เก็บได้นานด้วยการอุ่นไฟอ่อนๆ ไปเรื่อยๆ อย่าใช้ไฟแรงเด็ดขาด</p>

<p>ที่มา&nbsp; :&nbsp; คอลัมน์ จานเด็ด 77 จังหวัด&nbsp;</p>

<p>#สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพิษณุโลก<br />
#PRD4</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/20210126c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b152754.jpg' type='image/jpg' length='37256' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ห่อหมกปลาช่อนใบยอ]]></title>
<link>https://phitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/283/iid/8524</link>
<guid isPermaLink="false">542ddfe6504e4a229ef2e5acd1b05bec</guid>
<pubDate>Tue, 26 Jan 2021 15:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><b>&ldquo;ห่อหมกปลาช่อนใบยอ&rdquo;</b>&nbsp; เป็นอาหารไทยยอดนิยมอีกจานหนึ่งที่มักจะถูกสั่งขึ้นโต๊ะเสมอ เพราะเนื้อปลาแน่น ไม่มีกลิ่นคาว&nbsp; ยิ่งห่อหมกปลาช่อนใบยอ มีใบยอที่มีรสชาติขมอ่อนๆเป็นเอกลักษณ์แต่เข้ากันได้เป็นอย่างดี&nbsp; การปรุงห่อหมกปลาช่อนใบยอ จะมีการใส่กะทิ เนื้อปลา และพริกแกง เคล็บลับสำคัญอยู่ที่การกวนเนื้อห่อหมกต้องคนจนข้นเหนียว&nbsp; จะทำให้ห่อหมกมีรสชาติอร่อย</p>

<p><b>คุณค่าอาหารทางโภชนาการ</b></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ห่อหมกโบราณ ส่วนประกอบของผักที่ใช้ก็คือใบยอ แต่ในทุกวันนี้ก็เห็นได้ว่า มีทั้งใบโหระพา ใบกะเพรา กะหล่ำปลี แต่สูตรที่แท้จริงก็คือ ใบยอ การใช้ใบยอ เป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ&nbsp;จากการหาความรู้วิจัย พบว่าใบยอ มีสารประกอบบางอย่างที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพค่อนข้างมาก ประโยชน์ต่อสุขภาพของห่อหมก เราจะเห็นว่า โดยมากทำจากเนื้อปลา ปลาก็เป็นที่โปรตีนที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ย่อยง่าย มีไขมันต่ำ แต่ขณะเดียวกัน ห่อหมกมีการใช้กะทิเป็นส่วนปประกอบ ก็เลยเพิ่มไขมันเข้ามาให้เหมาะสม แล้วก็มีการใช้พริกแกง เป็นที่ทราบกันดีว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะว่าประกอบด้วยสมุนไพรต่าง ๆ หลายชนิด นอกจากนี้ ใบยอเป็นตัวช่วยทำให้เกิดความสมดุลของอาหารเมนูนี้ ในแง่ที่ว่าเป็นผัก เมื่อมีส่วนประกอบของผัก มีส่วนประกอบของไขมัน และโปรตีนแล้ว ก็ทำให้อาหารเมนูนี้ค่อนข้างสมบูรณ์ ตัวใบยอให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ ในเรื่องของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ช่วยลดการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยทำให้เกิดการป้องกันโรคในหลาย ๆ ด้าน เพราะฉะนั้นเป็นอาหารเมนูหนึ่งที่แนะนำให้ช่วยกันอนุรักษ์ และบริโภคกันเป็นประจำ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/20210126c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b152618.jpg' type='image/jpg' length='311004' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ต้มยำหัวปลี]]></title>
<link>https://phitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/283/iid/8523</link>
<guid isPermaLink="false">a99212b08d795cd3c5ebd5a675b8d1ca</guid>
<pubDate>Tue, 26 Jan 2021 15:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&quot;หัวปลี&quot;</strong>&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ที่นิยมนำเอามารับประทาน คือ&nbsp;<strong>หัวปลีที่ได้จากกล้วยน้ำว้า</strong>&nbsp; เนื่องจากมีรสฝาดน้อยที่สุดและเนื้อปลีจะไม่แข็ง เมื่อเทียบกับหัวปลีของกล้วยชนิดพันธุ์อื่นๆ โดยหัวปลีที่จะสามารถตัดออกมาจากเครือได้นั้น ให้สังเกตว่า กล้วยเครือนั้นออกลูกหวีสุดท้ายแล้ว เรียกว่า &quot;<strong>ฝาละมี&quot;</strong>&nbsp;(ผลกล้วยจะมีลูกขนาดเล็กและหวีติดผลน้อย) และปลายผลอ่อนของกล้วยบนเครือ ก้านดอกเริ่มเหี่ยวเป็นสีดำหรือเริ่มร่วง กล้วยเครือนั้นจึงเหมาะในการตัดเด็ดปลีออกมา</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เอ่ยชื่อหัวปลีขึ้นมาก็ทำให้อดคิดถึงพ่อกับแม่ไม่ได้ เพราะแม่ทำให้กินบ่อยมากๆ ชอบกินกันทั้งบ้าน หัวปลีนั้นมีคุณค่าไม่แพ้กล้วยสุกเลย นิยมนำมาทำเป็นอาหารทั้งแบบสุกและดิบ&nbsp;<strong>ส่วนคุณค่าทางโภชนาการสารอาหาร&nbsp;</strong>ที่มีอยู่ในหัวปลีนั้น ช่วยบำรุงเพิ่มน้ำนมในมารดาที่กำลังให้นมบุตร ช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร ลดการอักเสบแผลในกระเพาะอาหารได้ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด และยางสดของหัวปลีนั้น ตามภูมิปัญญาชาวบ้านนำมาทาแผลสด ช่วยให้เลือดหยุดชะงักได้ทันที อีกทั้งยังมีแร่ธาตุเหล็กอยู่เยอะมากๆ และยังมีผลวิจัยพบว่าหัวปลีช่วยรักษษโรคกระเพาะอาหารได้ด้วย เพราะสามารถป้องการการเกิดแผลในกระเพาะของเราได้นั่นเอง&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/20210126c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b151206.jpg' type='image/jpg' length='234142' />
</item>
</channel>
</rss>
